สอนเขียน Resume หางานการตลาด 10 นาทีเสร็จ!! ด้วย Canva >> แถมเคล็ดลับทำยังไงไม่ให้โดนปัดตก ฉบับปี 2021

Canva Resume

ขั้นตอนที่ยากที่สุดของการหางาน ทุกคนคิดว่าเป็นขั้นตอนไหนคะ? สำหรับแอด แอดคิดว่าเป็นช่วงเวลาของการทำ Resume นี่แหละ ไม่ว่ามีชั่วโมงบินสูงหรือเป็นเด็กจบใหม่ที่ต้องเริ่มสมัครงาน จุดเริ่มต้นก็คือการทำ Resume เหมือนๆกัน และเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากด้วย เพราะถ้า Resume ไม่น่าสนใจ บริษัทไหนเขาจะอยากดูจริงไหมคะ? 

หลายคนอาจจะกังวลว่าตัวเองนั้นไม่เก่ง Photoshop เอาซะเลย ถ้าจะทำบน Word ก็ดูจะธรรมดาไป อยากบอกว่าไม่ต้องกังวลไปค่ะ เดี๋ยวนี้หลายๆคนหันมาออกแบบ Resume ออนไลน์กันบนเว็ปที่ชื่อว่า Canva กันแล้ว เพราะมีความสวยงามและประหยัดเวลาในการทำด้วยค่ะ

Canva คืออะไร?

Canva เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการออกแบบกราฟฟิกประเภทต่างๆ สามารถออกแบบได้หลายขนาดและเหมาะกับประเภทงานนั้นๆ เช่น โปสเตอร์ สตอรี่ไอจี ภาพปก Facebook โลโก้ เป็นต้น สิ่งที่ทำให้ Canva เป็นที่นิยมมากๆในปัจจุบันก็เพราะ เขามีเทมเพลตสำเร็จรูปมาให้เราเลือกใช้เยอะมาก และสวยงามน่าใช้แทบทุกอัน เหมาะสำหรับคนที่ออกแบบกราฟฟิกไม่เก่ง แต่อยากได้ผลงานสวยๆ มองแล้วสบายตาสบายใจ และ Canva ก็เหมาะสำหรับการนำมาออกแบบ Resume ของเรามากๆด้วย

ขั้นตอนการสร้าง Resume ด้วย Canva

1. Sign up (สมัครใช้งาน)

ก่อนเราจะใช้งาน Canva ได้นั้น เราจะต้องสมัครเป็นสมาชิกเขาซะก่อน เราสามารถเลือกสมัครด้วยบัญชีที่เรามีอยู่แล้วอย่าง Google หรือ Facebook ก็ได้ หรือจะใช้อีเมลอื่นในการสมัครก็ได้เช่นกัน

Canva Sign up

 

2. Login (เข้าสู่ระบบ)

เมื่อเราสมัครใช้งานเรียบร้อย ให้เราเข้าใช้งานด้วยบัญชีที่เราใช้สมัคร ถ้าสมัครด้วยอีเมลอื่นที่ไม่ใช่บัญชี Google และ Facebook ก็กรอกอีเมลและรหัสผ่านที่เราใช้สมัคร และกด Log in เข้าไปได้เลย

 

3. คลิก Create a Design (สร้างงานออกแบบ)

หลัง Log in เว็ปจะนำเรามาสู่หน้านี้ ให้เรากดตรงคำว่า Create a design หรือ สร้างงานออกแบบ แล้วเลื่อนลงมาจะเจอคำว่า Resume (ใบสมัครงาน) ซึ่ง Resume จะมีขนาด 21*29.7 cm หรือขนาดเท่ากระดาษ A4 นั่นเอง ให้คลิกเข้าไปได้เลย หรือถ้าเราลองเลื่อนลงมาข้างล่างเรื่อยๆ เราจะเจอกับเทมเพลตของงานประเภทต่างๆที่ Canva ได้แบ่งไว้ให้

 

4. เลือก Template (แม่แบบ)

คลิกเข้ามาเราจะเจอหน้าเว็ปหน้าตาแบบรูปด้านล่างนี้ ทางด้านซ้ายมือจะมีเทมเพลตให้เราเลือกเยอะมาก โดยเขาจะแบ่งออกเป็นหลายหมวดหมู่ มีทั้งแบบทางการ ทันสมัย เรียบง่าย มินิมอล สร้างสรรค์ ฯลฯ เลือกแบบตามที่เราชอบได้เลย

 

5. กรอกข้อมูลและปรับแต่งตามใจชอบ

เมื่อได้เทมเพลตที่ชอบแล้วก็กรอกข้อมูลของเราลงไปแทนข้อมูลที่เขาให้มา เราสามารถปรับแต่งได้ทุกอย่างตั้งแต่สีพื้นหลัง สีตัวอักษร ความหนา ฟ้อนต์ รูปภาพ และถ้าหน้าจอเล็กไปมองไม่ถนัดสามารถขยายจอให้ใหญ่ได้ โดยกดตัวเลขที่เป็น % ด้านล่าง จะมีขนาดให้เราเลือกขยายหลายขนาด จะได้ไม่ต้องหรี่ตาเยอะตอนทำ ฮ่าๆๆ

 

6. อัปโหลดรูป

เราสามารถอัปโหลดรูปของเราลงไปได้โดยกด Upload (อัปโหลด) ด้านซ้ายมือ และกด Upload media (อัปโหลดรูปภาพหรือวิดีโอ) ลงไป แล้วลากมาไว้บน Resume ในตำแหน่งที่เราต้องการใส่รูปได้เลย

 

7. ดาวน์โหลดไฟล์

ขั้นตอนสุดท้ายคือการดาวน์โหลดไฟล์ออกมา โดยมีหลายประเภทไฟล์ให้เลือกโหลด สำหรับ Resume แนะนำให้ดาวน์โหลดออกมาเป็นไฟล์ PDF ก่อนจะดาวน์โหลด เราสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์งานของเราก่อนได้

 

แถม!! เคล็ดลับเขียน Resume ยังไงไม่ให้โดนปัดตก

1. เลือก Resume ให้เป็นตัวเราและเหมาะกับสายงานที่สมัคร

ขั้นต้นเลยคือเราต้องเลือก Resume ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของเรา แต่ต้องขึ้นอยู่กับงานที่เราสมัครด้วย เช่น เราเป็นคนสดใสร่าเริง เราอาจจะใช้สีสันสดใสบน Resume ของเราได้ แต่ต้องไม่ใช่สีที่แสบตาจนอ่านยาก และรูปแบบ Resume ต้องตรงกับตำแหน่งงาน เช่น สมัครงาน Creative ถ้าทำ Resume ธรรมดาๆ บริษัทอาจจะปัดตกตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านเนื้อความข้างใน เพราะแค่ Resume ก็สามารถบ่งบอกถึงความเป็น Creative ในตัวเราได้แล้ว

2. รูปต้องเห็นหน้าชัดเจน

รูปบน Resume ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นรูปหน้าตรงใส่สูทเสมอไป แต่ควรเป็นรูปที่เห็นหน้าเราได้อย่างชัดเจน แต่งตัวเหมาะสม และเป็นรูปเดี่ยว ไม่ใช่รูปคู่ที่ถ่ายกับเพื่อน รูปที่เลือกก็ควรคำนึงถึงสายงานด้วยนะคะ เช่น สมัครงานนักวิชาการ อาจจะต้องใช้รูปที่ดูภูมิฐาน สุขุม น่าเชื่อถือ หรือถ่ายจากร้านเอาดีที่สุดค่ะ

3. Resume อ่านง่าย สบายตา

ตัวอักษรต้องไม่เล็กจนเกินไปอันนี้สำคัญมาก เพราะ HR เขาก็อยากเปิดอ่าน Resume ที่อ่านง่าย ตัวอักษรไม่รก และสีสันไม่จัดจ้านจนแสบตาเกินไป ถ้าข้อมูลเราเยอะเกินไป Resume สามารถมีมากกว่า 1 หน้าได้ แต่ไม่ควรเกิน 2 หน้า และให้เอาส่วนสำคัญที่เรามองว่า เนี่ยแหละ! จะทำให้เขาเลือกฉัน เอาไว้ด้านหน้าสุดเลย HR เขาจะได้สะดุดตาตั้งแต่แรก และอยากรู้จักเรามากขึ้น

4. มีชาร์ตพลังได้ไม่ว่ากัน

จริงๆมีหลายคนบอกว่า Resume ไม่ควรมีพวกชาร์ตพลังต่างๆ แต่จริงๆแล้วมีได้นะคะ แต่เราต้องระบุไว้ด้วยว่าชาร์ตที่ว่าเนี่ยมันระดับไหน เช่น ภาษาอังกฤษ ใส่ดาวมา 3 ดวง ก็ต้องกำกับไว้ด้านล่างว่า intermediate หรือ upper intermediate อะไรประมาณนี้ค่ะ HR จะได้ไม่ต้องไปเดาเอาเองว่าตกลง 3 ดาวนี่หมายถึงระดับไหนกันแน่นะ

5. แนบ Portfolio ทุกครั้ง

ถ้าสายงานที่เราสมัครเน้นที่ผลงาน เราควรทำ Portfolio หรือแฟ้มผลงาน แนบไปให้เขาด้วย ส่วนใหญ่ Portfolio จะไม่เน้นเนื้อหามาก แค่กำกับสั้นๆให้เขารู้ว่าผลงานนั้นๆของเราเกี่ยวกับอะไร เมื่อไหร่ ผลลัพธ์เป็นยังไง และแนบรูปผลงานไปให้เขาดู ถ้าแยกเป็นหมวดหมู่ได้จะดีมาก เช่น งานอาสา งานวิดีโอ งานถ่ายแบบ งานเขียน เป็นต้น

6. หลีกเลี่ยงการสแกน QR Code  

เข้าใจว่าการให้สแกน QR Code เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมของเรา มันช่วยเราประหยัดพื้นที่บน Resume หรือ Portfolio ของเรา แต่บางครั้งมันก็ลำบากสำหรับ HR ทางที่ดีแนบเป็นลิงก์เอาดีกว่า ที่ไม่ว่า HR เขาจะเปิดดูบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถคลิกดูได้ทันที หรือเราจะสร้างเว็ปสำหรับรวมผลงานของเราเอาไว้เลยก็ได้ สะดวกทั้งเราและ HR ด้วยค่ะ

7. เนื้อความในอีเมลก็สำคัญ

ถ้าเราส่งใบสมัครผ่านทางอีเมล นอกจากแนบ Resume และ Portfolio ที่ทำแล้ว เนื้อความในอีเมลควรจะแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสมัครงานจริงๆ ทราบข่าวการรับสมัครจากไหน ทำไมถึงอยากสมัครตำแหน่งนี้ และแอบเขียนถึงประวัติบริษัทนิดหน่อยให้เขารู้สึกว่าเราศึกษามาดี และอยากร่วมงานกับเขาจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือควรระบุเงินเดือนที่เราต้องการ พร้อมวงเล็บไว้ก็ได้ว่าสามารถต่อรองได้ และวันที่สามารถเริ่มงานได้ลงไปในอีเมลเลย ถ้าเงื่อนไขไม่ตรงกัน จะได้ไม่เสียเวลาทั้งเราและบริษัทเขาด้วยนะคะ

สำหรับใครที่กำลังหางานอยู่ก็ขอให้บทความนี้เป็นประโยชน์ในการสมัครงานของคุณนะคะ ส่วนใครที่กำลังลังเลว่าจะออกจากงานแล้วหางานใหม่ แนะนำให้เริ่มเขียน Resume แล้วส่งใบสมัครไปก่อนดีกว่าค่ะ  ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อย่าเพิ่งลาออกจากงานก่อนนะคะ!! ขอให้โชคดีกับการหางาน มีอะไรสงสัย อยากสอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ที่ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *